ประมูลแหล่งก๊าซใหญ่ที่สุดของไทย “เอราวัณ - บงกช”

 

การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ (แปลงสำรวจหมายเลข G1/61) และแหล่งบงกช (แปลงสำรวจหมายเลข G2/61) ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ซึ่งมีความพยายามดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 แต่ก็ต้องเลื่อนกำหนดออกไปด้วยกระแสคัดค้านจากภาคประชาชน

ฟังว่าภาคประชาชน เป็นห่วงเรื่องการรักษาสิทธิในทรัพยากรของชาติและความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเสนอให้เพิ่มวิธีการที่รัฐจะได้ประโยชน์มากขึ้น รวมถึงแนวทางการจัดตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" เพื่อให้รัฐมีสิทธิบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมได้เต็มที่

การกำหนดสเปกวิธีการได้ประโยชน์ของรัฐจะอยู่ใน พ.ร.บ.ปิโตเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560

เดิมรัฐได้ประโยชน์เป็น "เงิน" คือวิธี "สัมปทาน" โดยการแก้กฎหมายครั้งนี้ ได้เพิ่มทางเลือกใหม่อีก 2 ทาง ที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์เป็น "ของ" คือวิธี "แบ่งปันผลผลิต" (Production Sharing Contract: PSC) และ วิธี "จ้างบริการ" (Service Contract : SC)

PSC ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรส่วนหนึ่ง และ SC ระบบจ้างบริการ รัฐต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรทั้งหมด ดังนั้นการจะบรรลุวัตถุประสงค์ "ให้รัฐมีอำนาจ จัดการทรัพยากรของชาติ" ต้องมีการตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" ที่รัฐถือหุ้น 100% เพื่อเข้ามาถือกรรมสิทธิ์ทรัพยากร แต่ทว่าแนวคิดการตั้งบรรษัทเป็นเพียง "ข้อสังเกต" มิได้ถูกเขียนมีสภาพบังคับใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม

ข้อสังเกต กำหนดเพียงว่า "ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาภายใน 60 วัน เพื่อพิจารณาศึกษารายละเอียดของรูปแบบและวิธีการในการจัดตั้งบรรษัทที่เหมาะสมภายใน 1 ปี" เท่านั้น

มาจนถึงตอนนี้ก็เลยเวลา 1 ปีแล้ว การศึกษาแนวทางตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่เหมาะสม ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก ส่วนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ก็เดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ – บงกช โดยใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตแทนการใช้ระบบสัมปทาน

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากไม่ตั้งบรรษัทที่รัฐถือหุ้น 100% เข้าถือ "ของ" ที่รัฐจะได้ ก็เท่ากับว่า ต้องใช้เครื่องมือเดิมเพื่อชี้นำราคาพลังงานในตลาด นั่นคือ "ปตท." รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชน ผมเชื่อว่า เวลารัฐมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่จะต้องทำให้ ปตท.ต้องขาดทุนหรือกำไรลดลงบ้างจะทำไม่ได้ เพราะจะถูกข้ออ้างที่ว่า "ผู้บริหารกลัวโดนผู้ถือหุ้นฟ้อง" จะเห็นอาการบ่งชี้ว่าเป็น รัฐก็ไม่ใช่ เอกชนก็ไม่เชิง

ตัวอย่างที่น่าสนใจ “ปิโตรนาส มาเลเซีย” รัฐบาลถือหุ้น 100 % และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แม้ในมาเลเซียจะถูกวิจารณ์กันเรื่องความโปร่งใส แต่ถ้านำข้อดีเรื่องนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารโดยตรง ประกอบกับการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมดูแลราคาพลังงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชน

ปัจจุบัน การประมูลจาก 7 ขั้นตอน ดำเนินมาถึงขั้นตอนที่ 5 แล้ว เอกชนที่ยื่นประมูลยังคงเป็น 2 เจ้ายักษ์ใหญ่ โดยแหล่งเอราวัณ มีผู้ยื่น 2 ราย คือ เจ้าของสัมปทานเดิม “บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จับคู่กับบริษัท มิตซุยออยล์เอ็กโปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด ของญี่ปุ่น ในสัดส่วน 76:24” แข่งกับ“บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในเครือ ปตท.สผ. คู่กับ บริษัท เอ็มพีจี 2 (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือมูบาดาลาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สัดส่วน 60:40”

ส่วนแหล่งบงกช มีผู้ยื่น 2 รายเช่นกัน คือ เจ้าของสัมปทานเดิม “บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 100%” แข่งกับ “บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จับคู่กับบริษัท มิตซุยออยล์เอ็กโปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด สัดส่วน 76:24”

ถ้าทุกอย่างราบรื่นคาดว่าการประมูลจะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีภายในเดือน ธ.ค. นี้ และจะสามารถลงนามสัญญาได้ภายในเดือน ก.พ. 62 ... นั่นหมายความว่าจะอยู่ในช่วงเลือกตั้งพอดี

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ จะทำอะไรก็ระวังหน่อยนะครับ เดี๋ยวมันจะเหมือนเรื่อง “คืนท่อก๊าซ”

ยุครัฐบาลทักษิณมีการแปรรูป ปตท. จาก การปิโตรเลียม เป็น "บริษัทมหาชน" ให้เอกชนมาลงทุนและซื้อขายหุ้น ปตท. ได้ในตลาดหลักทรัพย์ ต่อมาเป็นคดีความว่าการแปรรูปนั้นชอบหรือไม่ ศาลวางหลักไว้ประมาณว่า แปรรูปได้ แต่อะไรที่ปตท.ได้มาโดยใช้ "อำนาจมหาชน" คือมีสิทธิพิเศษกว่าเอกชนต้องคืนหลวง ซึ่งนั่นก็คือ "ท่อก๊าซ" ส่วนที่ว่าถ้าไม่สวมหมวกความเป็นรัฐแล้วจะไม่สามารถทำได้โดยง่าย ซึ่งท่อส่วนนี้แหละต้องคืนหลวง ต่อมา ธ.ค.50 มติ ครม.ยุคพลเอกสุรยุทธ์ สั่งให้กระทรวงการคลังและพลังงาน ไปตกลงกันว่าคืนท่อก๊าซกันเท่าไรอย่างไร และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจ หากขัดแย้งกันก็ให้กฤษฎีกาตีความตัดสิน

เวลาผ่านไป 1 ปี 25 ธ.ค. 51 มีหนังสือถึงศาลว่าแบ่งท่อเสร็จแล้ว ทันทีวันรุ่งขึ้น 26 ธ.ค. 51 ศาลประทับลงนามรับทราบว่าแบ่งท่อตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว แต่ทว่าภายหลังมีหนังสือจาก สตง. แจ้งว่ายัง "ส่งคืนท่อก๊าซไม่ครบ" ประมาณว่ารัฐขาดรายได้ 32,613 ล้านบาท ยุ่งละทีนี้เพราะฝ่าย ปตท. เค้าก็ยืนยันว่าได้ปฏิบัติการตามแผนถูกต้อง ศาลก็โอเคแล้ว แต่มุมคนนั่งดูบอก อ่าวเฮ้ย สตง. เค้าไม่เห็นด้วยนะ มันจะแบ่งเสร็จได้ยังไง มันไม่ตรงกับมติครม.อะ นี่ยังถกเถียงกันถึงวันนี้เลย

มุมที่ชวนคิดคือ "ทำไมเร่งทำในช่วงสูญญากาศทางการเมือง" เพราะช่วง 25 - 26 ธ.ค.51 รัฐบาลสมชาย ไม่อยู่แล้ว และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังไม่มีอำนาจเพราะ นายกอภิสิทธิ์ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา ถ้าใครจำได้การแถลงนโยบายต่อสภาของนายกอภิสิทธิ์วันที่ 30 ธ.ค. 51 ไม่ได้แถลงที่สภาเพราะมีม๊อบจึงต้องไปแถลงกันที่กระทรวงต่างประเทศ. อันนี้หลายคนยังติดใจถึงวันนี้ว่าเรื่องคืนท่อก๊าซมันแปลกๆ

มาคราวนี้จะปิดจ๊อบประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย ให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อรัฐบาลอีกแล้ว รัฐบาลดูดีๆนะครับ ควรตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติให้เสร็จก่อนดีมั้ย ก็เข้าใจว่าไม่ควรช้า แต่รีบเร่งแบบนี้ ระวังประวัติศาสตร์ซำ้รอย