‘BTS เสียบ่อย ใครควรทำอย่างไร?’

 

รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สาย 1 หรือ สายสุขุมวิท หรือ สายสีเขียวอ่อน ตั้งแต่สถานีหมอชิต ถึงสถานีอ่อนนุช ปัจจุบันได้มีการเดินรถถึงสถานีสำโรง และสายที่ 2 หรือ สายสนามกีฬา - สาทร หรือสายสีเขียว ปัจจุบันได้มีการเดินรถถึงสถานีบางหว้า ที่ถนนเพชรเกษม ที่เราเรียกกันว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) รถไฟฟ้า
สองสายแรกของไทยที่เปิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2542 จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 18 ปีแล้ว

การเดินรถไฟฟ้า BTS ทั้งสองสายที่ผ่านมาในอดีตไม่ค่อยจะมีปัญหาสักเท่าไร จากสถิติปี 2010 เกิดปัญหา 5 ครั้ง, ปี 2011 เกิดปัญหา 9 ครั้ง, ปี 2012 เกิดปัญหา 3 ครั้ง, ปี 2013 เกิดปัญหา 2 ครั้ง, ปี 2014 เกิดปัญหา 5 ครั้ง, ปี 2015 เกิดปัญหา 2 ครั้ง แต่เพิ่งมาเกิดเหตุขัดข้องมากขึ้นในระยะหลังตั้งแต่ปี 2016 เกิดปัญหา 24 ครั้ง, ปี 2017 เกิดปัญหา 46 ครั้ง จนมาถึงปีนี้มีปัญหากันอยู่เรื่อยๆ ทุกเดือน โดยเฉพาะช่วง 1-2 เดือนมานี้ และมักจะเกิดช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าตั้งแต่ 07.00-09.00 น. และตอนเย็น 17.00-19.00 น. ถึงขนาดบีทีเอสต้องเปิดให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเข้างานสายหรือลากันกันเลยทีเดียว จนถึงขนาดลองให้ดีแทคปิดเสาสัญญาณไปบริเวณเส้นทางเดินรถไฟฟ้าแต่ยังมีปัญหาเช่นเดิม จึงเกิดเป็นคำถามว่า ใครควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

ก็ต้องไขข้อข้องใจให้ทราบกันก่อนว่า ระบบรถไฟฟ้า BTS ส่วนสำคัญอยู่ที่ระบบอาณัติสัญญาณ ที่จะใช้บอกว่าแต่ละขบวนจะใช้เวลาเดินรถเท่าใด ระยะห่างเท่าไร รวมถึงการควบคุมความเร็วด้วย เป็นการสื่อสารในระบบไร้สาย โดยคลื่นความถี่ที่ BTS ใช้อยู่ในคลื่นความถี่ช่วง 2,400-2500เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ประชาชนใช้กันอยู่โดยทั่วไปโดยไม่ต้องขออนุญาต เป็นที่รู้กันว่าเดี๋ยวนี้มีทั้ง อินเตอร์เนตไวไฟ บลูทูธ สัญญาณไมโครเวฟลิงก์ เพียบเลย เดิมรถไฟฟ้า BTS มีการสื่อสารกันในย่านความถี่นี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง เมื่อคนใช้ช่องสัญญาณมากขึ้น จึงเป็นผลให้รถไฟฟ้า BTS มีปัญหามากขึ้นในระยะหลัง

ปกติรถไฟฟ้าหรือรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั่วโลก มักจะใช้คลื่นสัญญาณของตัวเองที่ไม่ได้ปะปนกับคลื่นสัญญาณที่คนทั่วไปใช้ แต่ปัญหาในลักษณะนี้ก็เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นกัน อย่างปี 2012 การรถไฟมหานครเสิ่นเจิ้นเขียนจดหมายถึงหน่วยงานกำกับคลื่นความถี่ของจีน เพื่อขออนุญาตบล็อกสัญญาณ 3G ในระบบรถไฟใต้ดิน หลังจากระบบรถไฟถูกรบกวนหลายครั้ง เพราะผู้ใช้จำนวนมากปล่อยคลื่น Wi-Fi ไปด้วย

สำหรับประเทศไทย รถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นของกรุงเทพมหานคร (กทม.) การบริหารจัดการแบ่งเป็นสองส่วนคือ 1.ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สาทร เป็นสัญญาสัมปทานโดยมอบให้บริษัทระบบขนส่งมวลชน จำกัด (มหาชน) (BTS) เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถเป็นเวลา 30 ปี และ 2.ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทจากอ่อนนุช - ถึงสถานีสำโรง และส่วนต่อขยายสายสนามกีฬาแห่งชาติ - สถานีบางหว้า
ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (วิสาหกิจที่ กทม.เป็นผู้ถือหุ้น 99.98 เปอร์เซ็นต์) เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถ ซึ่งบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ก็ได้
ว่าจ้าง BTS เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถ เป็นเวลา 30 ปี

จะเห็นได้ว่าระบบรถไฟฟ้าทั้งสองส่วนมี BTS เป็นคู่สัญญาผู้รับผิดชอบต่อจากกรุงเทพมหานคร และพบว่าภายใต้เงื่อนไขสัญญาบริหารรถไฟฟ้าทั้งสองส่วน “BTS จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการให้บริการ ความสะดวก ความปลอดภัยที่ต่ำกว่ามาตรฐานไม่ได้” รวมทั้งค่าปรับรายวันหากบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อกำหนดด้วย ซึ่ง “กทม.จะต้องใช้มาตรการควบคุมดังกล่าวเพื่อกำกับดูแลให้ผู้รับจ้างปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาอย่างเคร่งครัด”...ขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง “ต่ำกว่ามาตรฐานไม่ได้”

แค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็ทราบกันอยู่แล้วว่าปัญหาเกิดขึ้นมากแค่ไหน จากที่ผมได้สาธยายไปตอนต้นแล้ว แม้ทาง กทม. จะขู่ไว้เมื่อปลายเดือนที่แล้วว่าจะปรับ BTS ประมาณ 1.8 ล้านบาท แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเสียค่าปรับกันกี่ครั้งแล้ว ซึ่งต้องให้ กทม. แถลงชี้แจงรายละเอียด ทั้งนี้ กสทช. หน่วยงานรัฐผู้จัดสรรคลื่นความถี่ก็ให้ข่าวว่าได้เตรียมคลื่นความถี่ช่วง 800-900 เมกะเฮิรตซ์ เอาไว้ให้แล้วด้วย

คำถาม เมื่อไร ใครเป็นเจ้าภาพ ใครจ่ายเงิน สรุป ใครควรจะทำอะไรกันในงานนี้ หากมีความจำเป็นต้องย้ายคลื่นความถี่ ผมจึงขอร่วมคิดว่าใครน่าจะทำอะไรกันบ้าง

1.กทม.จะต้องขอสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่ 800-900 เมกะเฮิรตซ์ ต่อ กสทช. ในฐานะหน่วยงานรัฐ และ กสทช. เอง ก็ต้องให้กทม.ใช้คลื่นฟรีในฐานะหน่วยงานรัฐด้วยเช่นกัน เหมือนกับการขอใช้คลื่นความถี่ฟรี เพื่อสื่อสารผ่านวิทยุกันภายในของกทม.

2.กทม. โดยบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด จะต้องปรับ BTS ให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่แค่การขู่เท่านั้น เพราะว่าการปรับจะเป็นเครื่องต่อรองกับ BTS ในทันที

3.BTS อาจมีลูกเล่นได้คือ หากจำเป็นต้องย้ายคลื่นความถี่ เจ้าของกิจการคือ กทม. โดยบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด อาจเป็นฝ่ายต้องจ่ายเงิน ไม่ใช่ BTS เป็นคนจ่าย แต่ทางออกแบบนี้คงเกิดได้ยากหน่อย คงอยู่ที่ กทม. จะให้คำตอบยังไง หากเอาตามนี้ กทม. ก็จะเสียประโยชน์ และกว่าจะได้แก้ปัญหาก็จะล่าช้าอีกเพราะต้องไปตั้งของบใหม่

เรื่องนี้ผมคิดว่า จะต้องใช้วิธีการทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กัน เรื่องค่าเสียหายก็ต้องปรับ การปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณก็ต้องทำ ปัญหาว่า “ทำอย่างไรประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” งานนี้อยู่ที่ชั้นเชิงต่อรองที่ดี ต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ หากทาง BTS จะให้กทม.ออกเงินย้ายคลื่นสัญญาณเองทั้งหมด กทม.คงต้องปรับค่าเสียหายกับ BTS อย่างเต็มที่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้ง กทม. กรุงเทพธนาคม BTS และกสทช. หากจะเล่นง่ายหวังจะให้ กทม. เป็นผู้จ่ายเงินเพียงฝ่ายเดียว การแก้ปัญหาก็คงไม่เกิดขึ้นภายในเร็วๆ นี้แน่ เพราะมิได้เขียนไว้ในงบประมาณปี 2561 แต่ตอนนี้กทม.อยู่ในระหว่างพิจารณาข้อบัญญัติงบประมาณประจำปี 2562 กันอยู่พอดี ก็ต้องรอชมวิธีการแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าในคราวนี้ว่า กทม.จะเล่นง่ายยอมจ่ายเองและช้าด้วย หรือจะใช้ศาสตร์และศิลป์ของวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ต่อรองกับ BTS เพราะหากมองให้ลึกถึงสัญญาที่ทำไว้ก็กำหนดชัดเจนว่า “มาตรฐานการเดินรถ” เป็นสิ่งที่ BTS ต้องรับผิดชอบ จะปฏิเสธไม่ได้...อย่าลืม

การบริหารกรุงเทพมหานคร ต้องดูแลผู้อยู่อาศัยและแขกผู้มาเยือนกว่า 10 ล้านคน ปัญหาเกิดขึ้นได้ทุกวัน ผู้บริหารต้องกล้าตัดสินใจ แก้ปัญหา ด้วยความรวดเร็ว สุจริต เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ฝากบทความนี้ไว้พิจารณาด้วยครับ

#atavit #อรรถวิชช์ #BTS #กสทช #กทม #กรุงเทพธนาคม #คลื่นความถี่

 

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่