ติดถ้ำ-เรือล่ม ส่องท่องเที่ยวไทย

 

7-8 ปีมานี้ท่องเที่ยวไทยขยายตัวเร็วมาก สถิติปี 2560 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวถึง 35.38 ล้านคน ขยายตัวสูงกว่าปีก่อนร้อยละ 8.77 สร้างรายรับถึง 2,754,000 ล้านบาท และแนวโน้มปี 2561 นี้ คาดว่าประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามากว่า 37 ล้านคน คาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้นจากปี 2560 ที่ร้อยละ 9 ประมาณการรายได้ถึง 3 ล้านล้านบาท

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย แม้การบริโภคภายในประเทศดูฝืดๆ ส่วนการลงทุน และรายจ่ายของภาครัฐนั้นพอไปได้ แต่ตัวชูโรงสำคัญคือ ดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังพอไปได้ ดุลการค้าที่โดดเด่นนั้นไม่ใช่การส่งออกที่ดีเลิศ แต่หัวใจคือ “การท่องเที่ยว” นี่แหละ ที่ดึงเม็ดเงินเข้ามาได้เป็นกอบเป็นกำ สร้างรายได้ถึงร้อยละ 9.3 ของ GDP เป็นอันดับ 3 ของประเทศที่มีรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากที่สุดเมื่อเทียบกับ GDP รองจากมอลตา และโครเอเชีย

แต่ช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตั้งแต่เหตุการณ์ “ทีมหมูป่า” ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ที่ระดมเจ้าหน้าที่ นักประดาน้ำ หน่วยซีล พร้อมด้วยกำลังใจจากคนทั้งประเทศ จนพบทั้ง 13 คน และอยู่ระหว่างนำตัวออกมาจากถ้ำอย่างปลอดภัยทุกคน แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องมาเจอกับข่าวผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากเหตุการณ์เรือฟินิกซ์ล่มใกล้กับเกาะเฮ จ.ภูเก็ต เรียกได้ว่าช่วงมรสุมนี้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานกันหนัก

ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เพราะนอกจากการดูแลชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบแล้ว ยังสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ทำให้ผมคิดว่า“ทำอย่างไรจะทำให้การท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การท่องเที่ยวตามยถากรรม”

เริ่มกันที่เรื่องโดยทั่วๆ ไป โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะมี “แผนท่องเที่ยว” ไว้อยู่แล้ว อาจจะเป็นทีละ 3 วัน หรือ 7 วัน ซึ่งพอคาดการณ์ได้ว่าเค้าจะไปเที่ยวตรงจุดไหนบ้างในจังหวัดนั้นๆ และตรงไหนไม่ดีก็ต้องรีบปรับปรุง

อย่างปัญหาที่เห็นกันชัดชัด เริ่มจากสนามบินดอนเมือง ในปี 2560 พบว่าผู้ใช้บริการทั้งในและนอกประเทศ มากกว่า 38.3 ล้านคนต่อปี เกินศักยภาพการรองรับไปกว่า 8.3 ล้านคน และยังมีการปรับปรุงไม่เรียบร้อยสักทีตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 คิวรถแท็กซี่รอนานมากจริงๆ ผิดปกติ ใครเป็นใครในสนามบินรัฐบาลน่าจะทราบดี ค่าโดยสารรถแท็กซี่ในจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ราคาไม่แน่นอน จุดท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวต้องไปแน่ “ห้องน้ำ” ยังขาดการดูแล

ที่สำคัญ “มาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยว” หากเป็นจุดท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made Attraction) อย่างสวนสนุก สวนน้ำ โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ เอกชนที่เป็นเจ้าของก็จะต้องเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยต่างๆ ให้ผ่านเกณฑ์ทดสอบของทางราชการอยู่แล้ว แต่ทว่าจุดแข็งสำคัญของไทยคือ แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ (Natural attraction) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดถึง 2 เหตุการณ์ กับโจทย์ที่ว่า “ทำอย่างไรจะทำให้การท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การท่องเที่ยวตามยถากรรม” คงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมีการทำงานประสานและตรวจสอบกันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เช่น การยกเครื่องสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั่วประเทศ กำหนดให้ชัดว่านักท่องเที่ยวเข้าถึงได้เท่าใด มีทางเข้า-ออกที่เป็นมาตรฐานและปลอดภัย เข้า-ออกเป็นเวลาที่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดเวลาทำการ เพื่อสามารถให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที และมีการซักซ้อมแผนรับภัยพิบัติต่างๆ

การจะสร้างมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานตลอดไป ควรมีฝ่ายตรวจสอบควบคุมที่เป็นคนละองค์กร เช่น การให้อำนาจกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นฝ่ายตรวจสอบกรมอุทยานที่ดูแลสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพื่อรักษาการ
ท่องเที่ยวให้คงมาตรฐานไว้ตลอดเวลา

หากกระทรวงส่วนกลางไม่มีบุคลากรที่เพียงพอจะดูแลสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน ก็อาจต้องหันไปเรื่อง “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” อย่างจริงจัง เพื่อให้ท้องถิ่นช่วยบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐาน คล่องตัวมากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวในพื้นที่ บนพื้นฐานความรู้และเข้าใจอัตลักษณ์ของพื้นที่ ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกพื้นที่ ก็จะเป็นการเสริมความปลอดภัยได้ นักท่องเที่ยวก็จะมีความสุข ท่องเที่ยวไทยก็จะไม่ใช่การเที่ยวตามยถากรรมต่อไป

 

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่