ปัดฝุ่นโครงการ คลองไทย : คอคอดกระ

การขุด “คอคอดกระ” เพื่อสร้างคลองเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ ในพื้นที่ที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมลายูคือพื้นที่จาก อ.กระบุรี จ.ระนอง ถึง อ.สวี จ.ชุมพร มีระยะทางจากฝั่งตะวันตกถึงฝั่งตะวันออกกว้างเพียง 50 กิโลเมตร ว่ากันว่ามีแนวคิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1677 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงตรัสถามวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ De Lamar ถึงความเป็นไปได้เพื่อสร้างทางน้ำตัดผ่านคอคอดกระ เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนกองทัพเรือจากฝั่งอ่าวไทยไปฝั่งทะเลอันดามัน ขยายความเข็มแข็งของราชอานาจักร และเอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ ประหยัดเวลาเดินเรือได้มาขึ้น

แนวคิดนี้มีการหยิบยกมาพิจารณากันอีกหลายครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 , รัชกาลที่ 4 – 6 , หรือหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เสนอโดยนายปรีดี พนมยงค์ และได้รับความสนใจอีกครั้งในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ

จนถึงปี 2544 ที่วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ จนได้ข้อสรุปให้เรียกชื่อว่า “คลองไทย” และมีผลการศึกษาว่าบริเวณคอคอดกระไม่เหมาะสมต่อการขุดคลองด้วยปัญหาทางวิศวกรรม และมีความเห็นว่าเส้นทางที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดในการขุดคลองไทย คือ เส้นทาง 9A ผ่านจังหวัด กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ระยะทางประมาณ 120 - 135 กิโลเมตร

ด้วยเหตุผลติดขัดเรื่องวิศวกรรม เงินทุน และความกังวลเรื่องความมั่นคง เลยทำให้ “คลองไทย” เป็นแค่แนวคิดเท่านั้น จนเมื่อปี 2559 ที่ทีมวิศวกรชาวจีนลงพื้นที่สำรวจความเป็นไปได้ในการขุดคลองลัดเชื่อมมหาสมุทรอินเดียเข้ากับทะเลจีนใต้ ตามทฤษฎีความร่วมมือ One Belt One Road ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งประเทศจีน ที่ประกาศนโยบายเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เป็นแรงกระตุ้นให้มีการพูดถึงกันมากขึ้นในระยะเวลา 1 – 2 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ แต่โฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ยังไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลในเวลานี้ เพราะอยู่ระหว่างศึกษาผลดีผลเสียทุกด้าน

ตัวผมเองมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรื่องนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยรวมเมื่อได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้ที่สนใจเรื่องนี้ประกอบกับความเห็นส่วนตัวแล้ว ไม่น่าเป็นเรื่องเสียหายอะไรหากรัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที ลำพังการศึกษาของวุฒิสภาที่เคยตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเมื่อปี 2544 นั้นเป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่ก็ยังไม่ครบถ้วน ผมเชื่อว่าคงใช้งบประมาณไม่มากมายนัก หากเทียบกับความคุ้มค่าของผลการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะผลักดันโครงการคลองไทยให้เกิดขึ้นจริง ถือว่าคุ้มค่าครับ ศึกษาให้ชัดชัดกันไปเลยว่าดีหรือไม่ดี เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคใต้ก็ว่าได้

ประเด็นสำคัญที่จะต้องศึกษากันก็คือ

  1. การเชื่อมทั้งสองมหาสมุทรจะทำให้เกิดความเป็นแปลงทางระบบนิเวศวิทยาอย่างมีนัยยะสำคัญหรือไม่
  2. ร่องน้ำจะสามารถเดินเรือได้มากน้อยแค่ไหน
  3. เทคโนโลยีของไทยที่จะเข้ามาดูเรื่องนี้ คุ้มค่าเม็ดเงินในการลงทุนหรือไม่ และ
  4. ผลกระทบและประโยชน์ในมิติด้านความมั่นคง ในการดูแลของกองทัพเรือระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน


แนวคิด “คลองไทย” มีฐานความคิดเพื่อให้เป็นทางหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก แม้จะไม่ใช่ทางเลือกหลักเหมือนช่องแคบมะละกาทางตอนใต้ประเทศสิงคโปร์ ที่เป็นพ่อค้าคนกลางรับสินค้าจากยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ส่งไปขายต่อประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ด้วยท่าเรือน้ำลึกขนส่งสินค้าปลอดภาษีขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ทำให้ช่องแคบมะละกามีเรือผ่านประมาณ 50,000 ลำต่อปี มากกว่าคลองสุเอซประมาณ 2 เท่า หรือมากกว่าคลองปานามากว่า 3 เท่า

แม้เป็นไปได้ยาก หากจะหวังให้เป็นทางเลือกหลักแทนช่องแคบมะละกา แต่ด้วยทางการร่นระยะทางการเดินเรือได้กว่า 1,200 กิโลเมตร และอัตลักษณ์เฉพาะตัวของพื้นที่ เชื่อว่าคลองไทยจะเป็นทางเลือกรองที่ดีที่สุด คุ้มค่ากับการใช้งบประมาณราว 2 ล้านล้านบาท ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเคยศึกษาไว้ โดยผมเห็นว่าหากได้โฟกัสจุดประสงค์ให้ชัดเจนใน 2 เรื่องใหญ่ๆ

  1. ยกระดับสินค้าการเกษตร ด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) ส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจที่ส่งเสริมการเกษตรไทย โดยเฉพาะผลผลิตในพื้นที่ภาคใต้ ตัวอย่างกรณียางพารา ที่จะเป็นประโยชน์มากหากมีการดึงดูดการลงทุนธุรกิจประกอบการยางรถยนต์รายใหญ่ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองไทย ถือว่าการตั้งฐานบนใจกลางแหล่งวัตถุดิบยางพารา ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากผู้รับซื้อรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการคุ้มทุนระยะยาว ตั้งฐานอยู่ใจกลางแหล่งวัตถุดิบ ไม่ต้องเสียเวลานำเข้า ประหยัดค่าขนส่งเพราะอยู่ใกล้ท่าเรือที่เชื่อมโยงถึง 2 มหาสมุทร

  2. ยกระดับการท่องเที่ยว ด้วยการสร้างท่าเรือที่สามารถรองรับเรือสำราญ (Cruise) ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ เช่นเดียวกับ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ พร้อมด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างขึ้น (Man Made Attraction) คล้ายกับสิงคโปร์ที่มีสวนสนุกขนาดใหญ่ หรือลาสเวกัสของสหรัฐอเมริกามีเอนเตอร์เทรนเมนต์คอมเพล็กการแสดงโชว์ระดับโลก เพื่อลดภาระจุดท่องเที่ยวตามธรรมชาติแท้ๆ จากการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อย่างปัจจุบันเรามีนักท่องเที่ยวมากโดยเฉพาะจากทัวร์จีน ก็เริ่มส่งผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติบางพื้นที่แล้ว



เมื่อดูจากความคุ้มค่าทั้งการยกระดับการเกษตรและการท่องเที่ยวแล้ว คิดว่าโครงการคลองไทยคงไม่ได้ยกระดับความเป็นอยู่ชาวบ้านริมโครงการหรือบริเวณชายฝั่งทะเลเท่านั้น แต่จะส่งผลพัฒนาและยกระดับเอกลักษณ์ของภาคใต้ทั้งภูมิภาค และเชื่อว่าการโต้แย้งโครงการต่างๆ ของรัฐบาลเรื่องต่างๆ จากคนท้องถิ่นจะเบาบางลง เพราะรู้สึกว่าได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดเจน

ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลให้ความสนใจโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจของชาติโดยเฉพาะทางภาคใต้แล้ว ก็น่าจะถึงเวลาศึกษาให้รอบด้านกันจริงๆ เสียที

ฝากรัฐบาลช่วยให้ประเด็นเรื่อง "คลองไทย" ได้ถูกพิสูจน์ในแง่ความเป็นไปได้และความคุ้มค่าด้วยเพราะนี่คือความหวังใหม่ในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่