‘กองทุนน้ำมัน’ต้องตื่น...ช่วยชาวบ้าน

 

ราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าขึ้นตามไปด้วย ขณะนี้ผู้ประกอบการด้านการขนส่งเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันไม่ให้สูงขึ้นกว่านี้ แต่ก็มีผู้ประกอบการบางรายที่ถือโอกาสขอขึ้นค่าขนส่ง

สถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวนมาก เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ 9 มกราคม 2561 เป็นต้นมา มีการปรับขึ้นลง 19 ครั้ง เป็นการปรับลดลง 7 ครั้ง ปรับเพิ่มขึ้น 12 ครั้ง สลับกันไปมา จนทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้นมาแตะที่ 29.79 บาทต่อลิตร ส่วนราคาก๊าซหุงต้มก็ปรับราคาเป็น 1.58 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ก๊าซหุงต้มถัง 15 กิโลกรัมแพงขึ้น จากเดิม 372 บาท เป็น 395 บาทต่อถัง

เหตุจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี จากเดิมอยู่ระดับ 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตอนนี้แตะสูงถึงเกินกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปแล้ว กลุ่มโอเปกลดกำลังการผลิต ส่งผลให้คลังน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และสหรัฐอเมริกายังออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศเวเนซุเอลา หลังจากนายนิโกลัส มาดูโร ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตลอดจนการออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศอิหร่าน หลังถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ ส่งผลให้ทั่วโลกต้องรับภาระค่าน้ำมันที่สูงขึ้นไปตามๆ กัน รวมถึงประเทศไทยด้วย

2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้รับผลกระทบราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยจุดอ่อนไหวที่กระทบประชาชนมากที่สุด คือการปรับตัวสูงขึ้นของราคา “น้ำมันดีเซล และก๊าซหุงต้ม” หากรัฐบาลยังปล่อยให้ลอยตัวไปตามตลาดโลก ไม่มีมาตรการใดๆ จัดการตรึงราคาทั้งสองชนิดนี้ รับรองว่าคงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนประณาม หนักเสียกว่าเรื่องอื่นๆ ที่ใครต่อใครเขาวิจารณ์เสียอีก เพราะน้ำมันดีเซล และก๊าซหุงต้ม เป็นเชื้อเพลิงพื้นฐานหลักของต้นทุนราคาสินค้า

โดยสภาพแล้ว “กองทุนน้ำมันไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในแดนบวก” เพราะการทำงานของกองทุนน้ำมันมีไว้เป็น “กันชน” ในกรณีราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น ราคาแกว่งตัวมาก ก็จะใช้เงินกองทุนไปอุดหนุน ทำให้ราคาในประเทศ “นิ่ง” แต่นี่อะไร ปล่อยให้ราคาในประเทศผันผวนตามตลาดโลก โดยที่กองทุนยังมีเงินบวกกว่า 3 หมื่นล้าน คิดดีๆ นะครับราคาน้ำมันขึ้นยังลงได้ แต่ราคาสินค้า ค่าขนส่งที่ขึ้นเพราะน้ำมันนั้น ขึ้นแล้วขึ้นเลยนะครับ

มาดูวิธีการบริหารของรัฐบาลแต่ละยุคกัน

สมัยรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เน้นพยุงราคาน้ำมันดีเซล เพราะเป็นน้ำมันพื้นฐานหลักใช้ขนคนขนของ หากขึ้นจะกระทบค่าครองชีพ จึงตรึงที่ 29.99 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุถึง 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าปัจจุบันกว่า 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับตำแหน่งเดือนสิงหาคมปี 2554 ทำโปรโมชั่น “กระชากค่าครองชีพ” ด้วยการหาเสียงบอกว่าจะ “ยกเลิก” กองทุนน้ำมัน สุดท้ายแค่การ “งด” จัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันช่วงสั้นๆ เป็นโปรโมชั่น 
4 เดือนแทน โดยช่วงโปร ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 27 บาทต่อลิตร แต่พอหมดโปร ราคาก็พุ่งไป 32.33 บาท ช่วงมีนาคมและเมษายนปี’55 กองทุนน้ำมันติดลบหนักถึง 23,000 ล้านบาท โดยขณะนั้นน้ำมันดิบอยู่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จนสุดท้ายกลับมายืนสูตรที่ 29.99 เหมือนสมัยรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์

ส่วนรัฐบาลนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคาน้ำมันในตลาดโลกถูกกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา สถานะกองทุนน้ำมัน จากเดิมติดลบก็กลับมาอยู่ในแดนบวกกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่พอสถานการณ์น้ำมันดิบราคาเพิ่มสูงขึ้น กลับปล่อยให้น้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นน้ำมันและก๊าซพื้นฐานต่อการครองชีพของประชาชน ลอยตัวตามตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง จนเกือบแตะเพดานเกิน 30 บาทต่อลิตร และในหลายจังหวัดก็เกินเพดานไปแล้ว

ได้ข่าวว่า เบื้องต้นรัฐบาลนี้จะให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลเกรดปกติ 3 บาทต่อลิตร ในกลุ่มรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมนี้ เพื่อช่วยอุดหนุนค่าขนส่งให้คงที่ และใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 50 ของราคาที่ควรจะเพิ่มขึ้น เช่น ราคาน้ำมันต้องขึ้น 50 สตางค์ แต่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปอุดหนุนครึ่งหนึ่ง ราคาน้ำมันก็จะขึ้นเพียง 25 สตางค์เท่านั้น ซึ่งคาดการณ์ ว่ากองทุนน้ำมันที่มีอยู่ 3 หมื่นล้านบาทในขณะนี้ จะสามารถอุดหนุนได้ประมาณ 10 เดือน 

ผมเสนอว่า ควรประกาศตรึงราคาเชื้อเพลิงพื้นฐาน 2 ตัว คือ ดีเซล - ก๊าซหุ้งต้ม ประกาศชัดๆ อย่าไปกังวลจนต้องออกตัวว่าจะอุ้มได้แค่กี่เดือน รวมถึงฝากถึงกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลค่าครองชีพและค่าขนส่งของประชาชน อย่าให้พ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ประกอบการ ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและค่าขนส่งโดยสาร เพราะเรื่องนี้สำคัญที่สุด เป็นเรื่องที่กระทบต่อปากท้องประชาชนโดยตรง

อย่างไรก็ดี มีลุ้นสัญญาณราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะปรับลดลง เนื่องจากผู้ผลิตกลุ่มโอเปกเตรียมพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมโอเปกที่เกิดขึ้นวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เพื่อปรับสมดุลอุปสงค์อุปทานในตลาดน้ำมันดิบให้เหมาะสม เพื่อรองรับสถานการณ์เวเนซุเอลาและอิหร่านที่เตรียมปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

การอุ้มดีเซล และก๊าซหุงต้ม ไม่ใช่ประชานิยม แต่มันคือการทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋า GDP ของประเทศไม่ได้เป็นตัวชี้วัดเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ดีนะหรอกครับ เงินที่เหลือในกระเป๋าของประชาชนต่างหากของจริง

 

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่