"แจ๊คหม่า"โจทย์ที่ไทยต้องเตรียมพร้อม

เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจครับที่ "แจ็คหม่า" ผู้ก่อตั้งเครืออาลีบาบา บริษัทธุรกิจอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน ตัดสินใจจะลงทุนกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC ) เพื่อจัดตั้ง Smart Digital Hub บนพื้นที่ 300 ไร่ ใน จ.ฉะเชิงเทรา
 
กระแสความแรงรอบนี้ดูจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ว่านักธุรกิจยักษ์ใหญ่จากชาติมหาอำนาจอย่างจีนตัดสินใจจะมาลงทุนในประเทศ อย่าชะล่าใจไปนะครับ การเข้ามาลงทุนของต่างชาติ รัฐบาลต้องวางแผนให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางธุรกิจในระยะยาว ระวังซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต
 
ถ้าใครยังจำได้ ไทยและชาติสมาชิกอาเซียนได้ลงนาม ข้อตกลงการค้าเสรี กับ ประเทศจีน (ASEAN - China Free Trade Agreement) เมื่อปี 2548 ซึ่งบรรยากาศช่วงก่อนลงนาม FTA อาเซียน-จีนในตอนนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจะกับการมาของแจ็คหม่าในวันนี้ เต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเราจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับจีน เมื่อปี 2548 เป็นลักษณะการค้าแบบอนาล็อก ต่างจากปัจจุบันปี 2561 ที่พัฒนาสู่การค้าแบบดิจิตอล
 
ความคาดหวังต่อการค้าเสรีอาเซียน - จีน ขณะนั้น พวกเราทางฝ่ายไทยก็คิดกันว่า เราจะสร้างความได้เปรียบได้ จากกลุ่มลูกค้าจีนจำนวนมาก ที่มีความชื่นชอบผลผลิตของเกษตรกรไทย คิดว่าการค้าเสรีจะทำให้ส่งสินค้าไปจีนง่ายขึ้น คนซื้อก็จะเพิ่มมากขึ้นเพราะประชากรจำนวนหลายล้านคนของจีน และแน่นอนคาดหวังว่าราคาสินค้าเกษตรจะสูงขึ้นด้วย แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่คาดหวังไว้ พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะการไม่เตรียมความพร้อมของฝ่ายไทย
 
ทันทีที่การค้าเสรีจีนอาเซียนเปิดขึ้น กลายเป็นว่าฝ่ายจีนมีความได้เปรียบเรื่องผลิตผลทางการเกษตร เกิดภาวะสินค้าเกษตรจีนทะลักเข้าเมืองไทย ทั้ง หอม กระเทียม ผลไม้ และสินค้าการเกษตรอื่นๆ จนทำให้ผู้ประกอบการไทยเกษตรกรไทยต้องเลิกปลูก เพราะสู้ราคาพ่อค้าจีนไม่ไหว แม้แต่ลำไยอบแห้งซึ่งคนจีนนิยมบริโภคจำนวนมากและคิดว่าราคาน่าจะดีขึ้น แต่ในที่สุดราคาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้ จนเกิดคำถามว่าเพราะอะไรไทยถึงไม่ได้ประโยชน์จากการค้าเสรีตามที่คาดหวังไว้ ... ที่นี้เรามาดูที่เส้นทางการค้ากันครับ ว่าทำไมถึงไม่เป็นไปตามที่หวังไว้
 
ท่าเรือสำคัญที่เป็นจุดค้าขายชายแดนของไทยในจังหวัดเชียงรายคือ ท่าเรือเชียงแสน จุดขนถ่ายสินค้าต่างๆทางเรือ และท่าเรือเชียงของ จุดข้ามฟากรถบรรทุกขนสินค้าจากจีน ผ่านลาว และเข้าสู่ประเทศไทย ตามเส้นทาง R3A โดยสินค้าทั้งหลายที่ผ่านท่าเรือหลักเหล่านี้ จะวิ่งไปหา "ล้ง" พ่อค้าคนกลางซื้อขายผักผลไม้ โดยส่วนใหญ่เป็นของชาวจีน เพื่อรีแพ็คเกจใหม่ กำหนดราคาขายในตลาดประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ใช้ตลาดไท รังสิต เป็นจุดกระจายสินค้า เท่ากับว่าบทบาทในการกำหนดราคาผลไม้ส่วนใหญ่แล้ว ขึ้นอยู่กับชาวจีน
 
ข้อมูลจากศูนย์การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ปัจจุบันมีล้งจีน ในประเทศไทยมากถึง 1,090 ราย แยกเป็นลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย มังคุด 65 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก จ.ระยอง จ.จันทบุรี และ จ.ตราด แล้วมีบทบาทสูงต่อการกำหนดราคาสินค้าเกษตรผลไม้ของไทย จึงเป็นสาเหตุที่เกิดคำถามว่า แม้จะมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียน - จีน แต่เกษตรกรไทยก็ได้ประโยชน์น้อย เพราะการกำหนดราคาสินค้ายังตกอยู่กับคนจีน ที่เป็นล้งหรือ"พ่อค้าคนกลาง"
 
กลับมาที่ปัจจุบัน การเข้ามาของแจ็คหม่าเป็นเรื่องดี แต่ไทยเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะอย่างแรกที่ตั้งข้อสังเกตถึงการมาของแจ็คหม่า คือปรากฏการณ์ "ล้งดิจิตอล" ฆ่า "ล้งโบราณ" ด้วยการขายทุเรียนออนไลน์ 80,000 ลูก ภายใน 1 นาที แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า เกษตรกรไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากปรากฏการณ์นี้ หรือจะเป็นเพียงการหักเหลี่ยมกันทั้งระหว่างล้งเก่ากับล้งใหม่เท่านั้น
 
และการเข้ามาของแจ็คหม่าใน EEC ยังอยู่ในสายธุรกิจที่จะได้สิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่จะได้รับการยกเว้นภาษี รายได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ร้อยละ 50 ในปีที่ 9 - 13 หากดำเนินการตามเงื่อนไขด้านความร่วมมือและการวิจัยต่างๆ ซึ่งอาลีบาบาเป็นกรณีที่เข้ามาลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้าและการลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดเต็ม 13 ปีอีก ดังนั้นประเทศไทยจะต้องรองรับสถานการณ์นี้ให้ดี หากไม่มีมาตรการใดรองรับ สุดท้ายประเทศไทยก็จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ แล้วจะกลายเป็นเพียงมาตรการเอื้อประโยชน์ให้นักธุรกิจจีนและนักธุรกิจไทยที่มีผลประโยชน์ร่วมบางกลุ่มเท่านั้น
 
อย่างไรก็ดี ขอให้กำลังใจรัฐบาลเร่งทำงานเข้ามาดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะปัญหาพ่อค้าคนกลางไม่ว่าจะมาในรูปแบบเดิมหรือรูปแบบใหม่ จะเป็นไปได้หรือไม่หรือว่าน่าจะมีการเก็บภาษีคนกลุ่มนี้ได้ เพราะคนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากการทำธุรกิจในประเทศไทย
 
สุดท้ายรัฐบาลจะต้องตอบกับประชาชนให้ได้ว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ล้งคนกลางรายใหม่มาฆ่ารายเก่าเท่านั้น เพราะที่จริงแล้วไทยเราก็มีศักยภาพหลายอย่างที่จะรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรได้ ทั้งช่องทางเพิ่มศักยภาพ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือร่วมทุนเอกชนไทยให้รองรับความเป็นดิจิตอลมากขึ้น ตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเป็นความหวังในการนำสินค้าการเกษตรเข้าสู่ระบบ มีจุดรับ-กระจายสินค้า ไปพร้อมกับการปรับปรุงวิธีทางศุลกากรให้สอดรับกับการซื้อขายออนไลน์
 
รัฐบาลควรสนับสนุนธุรกิจขนส่งสินค้า พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า เพื่อลดทอนบทบาทการกำหนดราคาสินค้าเกษตรโดยพ่อค้าคนกลาง และอยากให้รัฐบาลนำ FTA ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน เมื่อปี 2548 มาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ไทยต้องเสียประโยชน์อีก
 
 
 
รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่