โรคระบาดในเมืองหลวง กับปัญหาการเมืองท้องถิ่น

ปัญหาความไม่เข้าใจกันในระบบราชการ ระหว่างฝ่ายตรวจสอบกับฝ่ายท้องถิ่นทำงานในพื้นที่ ที่ผมได้สะท้อนในคอลัมน์ "ทำไมพิษสุนัขบ้าระบาด?" เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมันทำให้ผมมองย้อนไปอีกว่า ทำไม "กรุงเทพมหานคร" ซึ่งเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางทั้งระบบราชการ สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และการค้า กลับกลายเป็น"พื้นที่สีแดง" ที่พบการระบาดของพิษสุนัขบ้า และไข้เลือดออก

ไม่ใช่แค่พิษสุนัขบ้าเพียงโรคเดียว ที่เพิ่งพบ การระบาดหนักในกรุงเทพมหานคร หากหลายคนจำได้เมื่อปี 2560 ที่แล้วนี่เอง กรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญ กับการระบาดหนักของโรคไข้เลือดออก พบการ ระบาดหนักสูงสุดช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ครองแชมป์สถิติจังหวัดที่มีอัตราผู้ป่วยสูงสุดถึง 9,036 ราย ในปีที่แล้ว

เรื่องนี้จึงเป็นคำถามว่า ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองหลวงของเรา ไข้เลือดออกก็เคยระบาดหนัก มา ตอนนี้พิษสุนัขบ้าก็ระบาดหนักอีก ไม่อยากจะนึกว่า ถ้าเข้าหน้าฝนอีกรอบ ไข้เลือดออกจะระบาดหนักอีกมากกว่าเดิมขนาดไหน

การป้องกันไข้เลือดออกนอกเหนือจาก การบริการโดยสำนักงานเขตแล้ว นักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และ สมาชิกสภาเขต(สข.) ของกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จะเข้าไปดูแลบริการพ่น สารเคมีเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทหนึ่ง ของนักการเมืองท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร

ปกติแล้ว สก. มีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร งบประมาณรายจ่าย ตรวจสอบช่วยเหลือการงานฝ่ายบริหาร กทม. ส่วน สข. มีหน้าที่ให้ข้อคิดเห็น ให้คำปรึกษาต่อผู้อำนวยการเขตและสภา กทม. แต่เพราะทั้ง 2 ตำแหน่งสำคัญนี้ มาจากการเลือกตั้ง การลงพื้นที่เพื่อดูแลชาวบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน รวมถึงการ ช่วยเหลือป้องกันโรคระบาดด้วย

การจัดซื้อสารเคมีฉีดพ่นกำจัดลูกน้ำยุงลาย ส่วนใหญ่จะตั้งงบประมาณล่วงหน้าเป็นปี โดยจะจัดซื้อเฉพาะสารเคมีเป็นหลัก ส่วนการออกหน่วยบริการ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าน้ำมันรถ ค่าออกหน่วยบริการ ค่าประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม มักจะมีไม่เพียงพอไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ การขอให้เจ้าหน้าที่ กทม.ไปฉีด ส่วนมากก็จะเจาะจงเฉพาะบ้านหลังที่ร้องเรียนมาเท่านั้น

หากจะให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ก็ต้องอาศัยนักการเมืองท้องถิ่นนี่แหละครับ บ้างก็ควักเงินส่วนตัว จ้างคน จ้างรถไปฉีดกันโดยได้ตัวยาเคมีจากกทม. ส่วนกรณี สข.ยิ่งลำบาก ได้เงินเดือนเพียง 11,550 บาทเท่านั้น หากจะไปจ้างคนอื่น เงินก็ไม่ค่อยจะมี โดยมากก็หิ้วเครื่องฉีดยุง เข็มฉีดหมา ตระเวนเป็นอาสาสมัครทำเองซะเลย ไม่ง่ายเลยครับกว่า สข.เหล่านี้จะได้รับความไว้วางใจจากคนในพื้นที่ และได้รับเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง

แต่หลังจากการเข้าสู่อำนาจโดยคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศ คสช. ที่ 85/2557 ให้งดการเลือกตั้งท้องถิ่น และออกประกาศ คสช. ที่ 86/2557 ให้ สก. ซึ่งจะดำรงตำแหน่งแทนที่ว่างลงหรือครบวาระ มาจากการ "สรรหาแต่งตั้ง" ไม่มีการยึดโยงกับประชาชน เลยทำให้ภารกิจของการลง พื้นที่ รวมถึงบทบาทในการป้องกันโรคระบาดอย่าง ไข้เลือดออกหรือพิษสุนัขบ้า ลดน้อยลงไปด้วย

นี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง หรืออาจเป็นถึงปัจจัยสำคัญ ที่สุด ที่ทำให้กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับโรคระบาด ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออก ในปีที่แล้ว มีจำนวนสูงที่สุดในประเทศ ก็คงเป็นเพราะไม่มีคนช่วยลงพื้นที่ป้องกันโรคระบาด

แล้วยังมีเรื่องความไม่ชัดเจนว่า จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไหร่ เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ จะเข้าสู่การพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเร็วๆ นี้ หรือไม่ หากยิ่งช้าออกไป มีโอกาสที่เวลาจะไปกระชั้นชิด จนอาจทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นต้องเลื่อนออกไปเป็นหลังการเลือกตั้งทั่วไป อย่างที่นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี เคยคาดการณ์ไว้

ซ้ำร้าย แม้เหตุการณ์ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผลที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นบทเรียนของความพยายามใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ หวงอำนาจ หรือเพียงเพราะกลัวฝ่ายการเมืองได้คะแนนนิยม จนทำให้เมืองหลวงกลายเป็นมีโรคระบาด แต่ก็มีข่าวแว่วมาว่า ยังมีความพยายามยุบตำแหน่งสข.ทิ้ง ทั้งที่เป็นกำลังหลักลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

ถ้าจะลดบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งอย่าง สก. หรือตัด สข.ออกไป อย่างนี้ จะเหลือใครทำงานล่ะครับท่าน สุดท้ายคนที่น่าสงสารที่สุดไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นประชาชนต่างหาก

เชื่อเถอะครับว่าการกระจายอำนาจให้คนใน ท้องถิ่น ที่เรารู้จักกันว่า "นักการเมืองท้องถิ่น" เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเหลือใกล้ชิดประชาชนได้มากกว่าระบบราชการส่วนกลาง อย่างที่รู้กันว่าการพัฒนาพื้นที่ตลอดจนการแก้ปัญหาต่างๆ รวมถึงการป้องกัน โรคระบาดดีขึ้นตั้งแต่เริ่มบังคับใช้แผนการกระจายอำนาจ ปี 2543 ด้วยการเลือกตั้งตัวแทนดูแลท้องถิ่นตัวเอง รู้จักพื้นที่ รู้จักปัญหา รู้จักนิสัยใจคอของคนพื้นที่ มากกว่าระบบราชการที่เคารพคำสั่งนายจากส่วนกลาง มากกว่าคำขอจากชาวบ้านในท้องถิ่นตน

นี่เป็นแค่หนังตอนแรกเท่านั้น ยังต้องรอดูว่า ความกังวลที่เราคาดการณ์กันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หวัง ว่าบทเรียนโรคระบาดตลอดสองถึงสามปีที่เกิดขึ้น จะ ทำให้ผู้มีอำนาจตระหนักได้ว่า "นักการเมืองท้องถิ่น" เป็น ฟันเฟืองสำคัญต่อ "การดูแลประชาชน"

 

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่