ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบใหม่

น่าชื่นใจในบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยเพราะเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เริ่มให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองกว่า 40 กลุ่ม ยื่นคำขอแจ้งการเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก เต็มไปด้วยสีสันความหลากหลายทางการเมืองเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเดินหน้า สู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สมทบด้วยคำประกาศที่ออกจากปาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ว่า "ตอนนี้ผมตอบชัดเจนแล้วนะ การเลือกตั้ง ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562 " ถือเป็นการประกาศ ต่อสาธารณะอีกครั้งแล้ว ที่ย้ำถึงโรดแมปเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แม้จะล่าช้าไปกว่าโรดแมปเดิมที่เคยประกาศ ไว้ถึง 3 เดือน

แต่ดูแล้วการพูดครั้งนี้ดูมีน้ำหนักและโอกาสเป็นไปได้กว่าที่ผ่านๆ มา เพราะพลเอกประยุทธ์ย้ำด้วยว่า "เรื่องล้มกฎหมาย ผมบอกแล้วไม่มีนโยบาย มันทำไม่ได้ มันไม่ควรจะล้ม ต้องไปหาทางกันให้ได้ เพื่อเลือกตั้งให้ได้" ถือเป็นการส่งสัญญาณไปถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่จะลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งคือ ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ในวันที่ 8 มีนาคมนี้ เพราะหากร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับถูกโหวตคว่ำไป การเลือกตั้งก็คงล่าช้าเกินกว่าที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้

เมื่อช่วงเวลาการจัดเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนแล้ว สิ่งที่เราควรจะมาทำความรู้จักกันก็คือระบบการเลือกตั้งที่เรียกกันว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ซึ่งเป็นระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญผ่านการออกเสียงประชามติจากคนไทยทั้งประเทศ และประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

  1. ส.ส.ในสภามีจำนวนทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็นระบบเขต 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยวิธีการเลือกตั้งแบบ One Man One Vote คือบุคคลที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จะกาบัตรได้ใบเดียวเบอร์เดียว เท่านั้น ตัดสินใจเลือกผู้สมัครกับพรรคการเมืองในเบอร์เดียว ไม่สามารถลงคะแนนแยกผู้สมัครกับพรรคการเมืองได้เหมือนสมัยก่อน

  2. วิธีการคำนวณคะแนนเสียง จากวิธีลงคะแนนแบบกาบัตรใบเดียว เท่ากับว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 1 คนเท่ากับ 1 เสียง

    คะแนนเสียงทั้งหมดทุกคะแนนเสียงของประชาชนในประเทศที่แต่ละพรรคการเมืองได้ จะถูกนำมาเทียบว่าแต่ละพรรคการเมืองจะได้จำนวน ส.ส. เท่าใดจากที่นั่ง ส.ส. ทั้งหมด 500 ที่นั่ง ตัวอย่างเช่น หากมีผู้มาลงคะแนน 50 ล้านคน พรรค ก. ได้คะแนนเสียงทั่วประเทศ 16 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 32 จากผู้มาลงคะแนนทั้งหมด หากนำมาเทียบกับจำนวนที่นั่ง ส.ส. ในสภาฯ แล้ว พรรค ก. จะมีที่นั่ง ส.ส. ทั้งหมด 160 ที่นั่ง ซึ่งวิธีคิดนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีเจตนารมณ์ให้คะแนนเสียงทุกคะแนน ถูกนำมาคิดคำนวณ เพื่อให้พรรคการเมืองได้ที่นั่ง ส.ส. ในสภาฯ ตามความนิยมของประชาชนอย่างแท้จริง

    ส่วนวิธีการแยกว่าจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อได้จำนวนเท่าใดนั้น ก็จะดูว่าผู้สมัครในพรรคนั้นๆ ได้ลำดับที่ 1 ในเขตเลือกตั้งกี่คน จากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้งทั้งประเทศ ซึ่งจะไม่เกินจากจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคพึงจะมีในสภาฯ ตัวอย่างเช่น พรรค ก. มีที่นั่ง ส.ส. ในสภาทั้งหมด 160 ที่นั่ง แต่ปรากฏว่าได้ชัยชนะในระบบแบ่งเขต 145 ที่นั่ง ดังนั้น อีก 15 ที่นั่งที่เหลือ จะถูกแทนที่ด้วยบุคคลตามลำดับในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไป แต่หาก พรรค ก. ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต เต็มจำนวน ส.ส.ที่พรรคพึงจะได้ 160 คนพอดี นั่นหมายความว่าบุคคลในบัญชีรายชื่อ ก็จะไม่ได้ถูกบรรจุเติมเต็มเพื่อเป็น ส.ส. ในสภาฯ

  3. อย่างไรก็ดี การจะมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ใน ระบบใหม่นี้ ต้องผ่านการเลือกตั้งจากสมาชิกภายในพรรคตั้งแต่ระดับสาขาพรรคก่อน ที่เรียกว่า "ไพรมารีโหวต" จึงจะเป็นผู้สมัคร ส.ส. ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 วางเงื่อนไขไว้ ... เอาว่าใครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่ จะมีสิทธิไป เลือกตั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรก เลือกบุคคลที่จะเป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคที่ตนเองสังกัด ที่จัดโดยพรรคการเมือง และครั้งที่สอง เลือก ส.ส. ในวันเลือกตั้งใหญ่ทั่วไป ที่จัดโดย กกต.

  4. ในการเลือกตั้งทั่วไป นอกจากพรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อแล้ว พรรคการเมืองจะต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้สภาฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อด้วย ซึ่ง กกต. จะประกาศว่าพรรคการเมืองใดส่งรายชื่อบุคคลใดบ้าง เพื่อให้ประชาชนไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองใด

  5. การเลือกนายกรัฐมนตรี มีความแปลกในช่วงปี 5 แรกนี้ คือ วุฒิสมาชิกจำนวน 250 คน ที่มาจากการคัดสรรจาก คสช.ทั้งหมด จะมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส. อีก 500 คนด้วย นั่นหมายความว่าในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรกนี้ คสช. มีคะแนนในกระเป๋านำกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ แล้ว 250 เสียง เลยกลายเป็นเกมวัดใจกันในอนาคตว่าวุฒิสมาชิกทั้ง 250 เสียง จะเทให้กับบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอเป็นนายกฯ หรือจะผลักให้สถานการณ์นำไปสู่การเลือกนายกฯคนนอก เมื่อถึง เวลานั้น คงต้องมาดูกัน

  6. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคล ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งคราวนี้ มีการกำหนดไว้เข้มมากกว่าเดิมหลายข้อ ยกตัวอย่างที่น่าสนใจสักข้อหนึ่ง อย่างใครถูกจับในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนักตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ถือว่าเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามลง สส. แต่ก็ยังละเว้นไว้ ไม่รวมขาพนันที่ไม่ได้เป็นเจ้ามือ ส่วนรายละเอียดข้อห้ามอื่นๆ ที่มียกระดับ มากขึ้น ก็ไปดูได้ในมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญ 2560

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ที่สำคัญ ซึ่งระบุไว้ในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีการปรับหลักการที่น่าสนใจ และถือเป็นการเพิ่มมาตรฐานทางการเมืองมากขึ้น เช่น กรณีไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นอกจากตัดสิทธิ์การคัดค้านการเลือกตั้ง ตัดสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้ง สส. สมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตัดสิทธิ์ในการคัดเลือกเป็น สว. หรือตัดสิทธิ์สมัครเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านแล้ว ยังเพิ่มการตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง รวมถึงตำแหน่งต่างๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่บุคคลนั้นไม่ไปใช้สิทธิ์

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยให้ลงคะแนนเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. รวมถึงการอนุญาตให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงแทนคนพิการ,ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ โดยการลงคะแนนต้องเป็นไปตามเจตนาของบุคคลนั้น

ส่วนที่เป็นข่าวฮือฮากัน ว่าจะอนุญาตให้ใช้มหรสพในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ได้นั้น ในที่สุดแล้วยังคงห้ามไม่ให้ใช้มหรสพในการหาเสียง เนื่องจากจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน และไม่สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน ส่วนการกำหนดค่าใช้จ่ายหาเสียง เลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง ก็ให้เป็นเรื่องที่กกต. จะไปกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข

ท้ายสุดนี้ เมื่อโรดแมปไปสู่การเลือกตั้งและ รายละเอียดที่เกี่ยวข้องเริ่มมีความชัดเจน คงจะเป็น ผลดีต่อรัฐบาล คสช. มากขึ้น ทั้งการเรียกความเชื่อมั่น จากต่างประเทศกลับมา ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการค้า การลงทุน รวมไปถึงอาจลดแรงเสียดทานจากการต่อต้าน ภายในประเทศไปได้บ้างไม่มากก็น้อย ถือเป็นสัญญาณที่จะชะลอความแรงของกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. ว่า "ขาลง" ได้ดี และเป็นการสร้างความหวังที่ไม่ใช่ลมๆ แล้งๆ ให้กับประชาชนผู้รักความเป็นประชาธิปไตย

 

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่