อาลัย‘ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ’มุสลิมตัวอย่าง

 

ทันทีที่ทราบข่าวว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ถึงแก่อสัญกรรม ผมก็รู้สึกไม่ต่างจากหลายคนทั้งเสียดาย และเสียใจจากการสูญเสียสมบัติสำคัญของแผ่นดินไป เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่า ที่ไม่ใช่แค่ในพรรคประชาธิปัตย์ หรือประเทศไทยเท่านั้น แต่ผลงานคุณงามความดีต่างเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

ผมได้ไปแสดงความเคารพต่อ ดร.สุรินทร์ ในวาระสุดท้าย เมื่อไปถึงบ้านพักของอาจารย์ที่ซอยพิศสุวรรณ ก็รับรู้ได้เลยว่าท่านคือผู้เป็นที่รักและเคารพ มีมิตรภาพกับผู้คนรอบข้าง ผู้ที่เคยร่วมงาน และผู้คนที่ได้รู้จักท่านอย่างหลากหลาย มีทั้งนักการทูต อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี บุคคลสำคัญทางการเมือง ชาวต่างชาติ จนไปถึงผู้คนทั่วไปจากทั่วทุกภาค โดยเฉพาะชาวชุมชนท่าอิฐทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมในละแวกบ้านของท่าน ต่างก็เข้าเคารพร่าง ดร.สุรินทร์ ด้วยความให้เกียรติและนับถือ

ในช่วงหลังมานี้ไม่ว่าจะเวทีไหน ดร.สุรินทร์ก็จะแสดงวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครระดับโลก และพูดอยู่เสมอว่าจะต้องปฏิรูป กทม. ให้ได้ก่อน ถึงจะปฏิรูปประเทศได้ จึงเรื่องที่น่าเสียดายเป็นที่สุด ที่บุคคลซึ่งมีวิสัยทัศน์ระดับสากล ต้องมาจากไปก่อน ไม่ได้มีโอกาสทำตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ มิฉะนั้น เราอาจจะได้เห็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ที่ชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ มีชื่อเดิมว่า “อับอุล ฮาลีม” แปลว่า “ผู้มีจิตใจสุขุมเยือกเย็น” หลายๆ คนเรียกว่า “บังหลีม” เกิดเมื่อ 28 ตุลาคม 2492 ที่บ้านตาล ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยท่านเป็นลูกชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 11 คน

เมื่อวัยเด็ก ท่านได้ศึกษาในโรงเรียนปอเนาะบ้านตาล ที่คุณตาเป็นผู้ก่อตั้ง ควบคู่ไปกับการศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านตาล จึงเป็นพื้นฐานให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างศาสนาตั้งแต่วัยเด็ก และเข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศจนจบ ม.ศ.3 จึงได้ย้ายไปโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช เพื่อเรียนสายสังคมและภาษาตามความถนัดและความชื่นชอบ จนได้พบกับอาจารย์สองสามีภรรยาชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นอาสาสมัครสันติภาพช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชนโรคเรื้อน จึงถือโอกาสนี้ติดตามอาจารย์ชาวอเมริกัน จนได้ทักษะภาษาอังกฤษและได้รับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ในเวลาต่อมา

จากนั้น ได้กลับมาศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีก 2 ปี และได้รับทุน Frank Bell Appleby ไปศึกษาต่อ ปี 3-4 ด้านรัฐศาสตร์ ที่ Claremont Men’s College, Claremont University และได้รับทุนจาก Rockefeller ภายใต้การสนับสนุนของ อ.เสน่ห์ จามริก ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกด้านรัฐศาสตร์ที่ Harvard University แล้วจึงกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปี 2518-2529

ชีวิตทางการเมืองของ ดร.สุรินทร์ เริ่มเมื่อปี 2529 กลุ่ม สส.นครศรีธรรมราช โดยนายสัมพันธ์ ทองสมัคร, นายมาโนชญ์ วิชัยกุล และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เดินทางมา ติดต่อถึงที่คณะรัฐศาสตร์ ชักชวนให้สมัคร สส.จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และก็ได้รับเลือกตั้งในที่สุด โดยรับหน้าที่เป็นเลขานุการ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น และหลังจากนั้นก็ทำงานรับใช้ประชาชนในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ถึง 7 สมัย และได้ตำแหน่งสำคัญอย่าง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2535- 2538 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2540-2544 ที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และได้ตำแหน่งสูงสุดในภูมิภาค คือตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ระหว่างปี 2551-2556

ในฐานะเลขาธิการอาเซียน ท่านได้สร้างผลงานไว้ อาทิ การผลักดันให้ยกระดับประชาคมอาเซียน การให้ความช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิทธิมนุษยชนแก่ประเทศชาติสมาชิก ข้อพิพาทระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกัน และสมาชิกอาเซียนกับจีน กรณีหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ การฟื้นฟูติมอร์ตะวันออกหลังการแยกประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพและการสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย

ดร.สุรินทร์ เคยกล่าวไว้ว่า “เราต้องให้โอกาสตัวเองได้หวัง ได้ฝัน และก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ไปได้ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง” ...ไม่ได้เป็นเพียงภาพเพ้อฝัน แต่ ดร.สุรินทร์ ทำได้จริง และเป็นตัวอย่างให้ใครหลายๆ คน จากความพยายามและความสามารถในการสร้างโอกาสให้ตัวเอง และคนที่มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนอย่างดร.สุรินทร์เชื่อว่า ถ้าท่านไม่ด่วนจากไปอย่างกะทันหันเสียก่อน คงได้มีโอกาสสำคัญในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครระดับโลก สมอย่างที่ท่านปรารถนาไว้

ประวัติและการทำงานของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ โดดเด่นมาก จากนักเรียนปอเนาะ ศึกษาเข้าใจศาสนาอิสลาม สู่การศึกษาในระดับ

สากลสู่โลกกว้าง ท่านได้ทุนการศึกษามาโดยตลอดการใช้ภาษาก็น่าทึ่งมากเพราะใช้ได้ระดับดีเยี่ยม ขึ้นปราศรัยในที่สาธารณะได้หลากหลายภาษา ในประเทศไทยบุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ พร้อมด้วยมีความเข้าใจในแก่นศาสนาอิสลาม เข้าใจในคนจากรากหญ้าถึงระดับสากลหาได้ยากยิ่ง จะนึกกี่ทีกี่ครั้งก็จบด้วยคำว่า “เสียดาย”

“อินนาลิ้ลลาฮ์ วะอินนาอิลัยฮิ รอญิอูน” แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮ์ และแน่แท้เราย่อมกลับคืนสู่พระองค์

 

 

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่