สื่อให้ชัด ขจัดข่าวเท็จ : ขึ้น VAT - ธนาคารเจ๊ง - เก็บภาษีน้ำ

22308865_1696165360425042_4964091837102780116_n.jpg

 

สื่อให้ชัด ขจัดข่าวเท็จ : ขึ้น VAT - ธนาคารเจ๊ง - เก็บภาษีน้ำ
.
เดือนนี้ไม่รู้เป็นอะไร อ่านประกาศทางการแต่ละฉบับ มันชวนตกใจกันเสียจริง ไม่ว่าจะเป็นขึ้นภาษี VAT, ธนาคารใกล้เจ๊ง จนไปถึงจะขูดภาษีใช้น้ำจากเกษตรกร คอลัมน์วันนี้จึงขอชวนไขปริศนา เจาะกันทีละเรื่อง เพื่อความชัดเจน
.
เริ่มกันที่ประเด็นแรก ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่หนังสือพิมพ์บางฉบับและกรุ๊ปไลน์ต่างๆ แชร์กัน ส่งต่อภาพ "พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวล รัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ. 2560 " จนชวนให้คิดไปว่าภาษี VAT จากร้อยละ 7 จะลดลงเหลือร้อยละ 6.3 ในปีนี้ แล้วไปขึ้นเป็นร้อยละ 9 ในปีหน้า จนทำให้มีเสียงโอดครวญจากประชาชนว่า จะซ้ำเติมด้วยการขึ้นภาษีอีกแล้ว ผมจึงขออธิบายว่า เรื่องนี้มันไม่มีอะไรในกอไผ่ ยังไง VAT ก็ยังคงร้อยละ 7 เพราะตั้งแต่ปี 2535 ที่มีการเก็บภาษี VAT ก็คงอัตราที่ร้อยละ 7 มาโดยตลอด ไม่เพิ่มไม่ลด และทุกรัฐบาลก็มักจะมีการออกกฎหมายมาลด VAT เหลือร้อยละ 7 แบบนี้ทุกๆ ปี โดยการเขียนกฎหมายก็เขียนแบบเดิมกันหมดทุกรัฐบาล ว่าปีหน้า VAT จะขึ้น แต่ก็เป็นประเพณีไปเสียแล้วว่า ไม่เคยขึ้นเลย ... จริงๆ ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็น เพราะทำกันมาถึง 25 ปี แล้ว
.
VAT คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ ที่เราเข้าใจกันคือร้อยละ 7 มันถูกแยกเป็น 2 ส่วน 1.เก็บเข้ารัฐบาลกลาง ในอัตราร้อยละ 6.3 เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร และ 2.เก็บเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอัตราส่วน 1 ใน 9 ของที่รัฐบาลกลางเก็บ เป็นไปตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล ดังนั้น 1 ใน 9 ของ 6.3 คือ 0.7 ตัวเลขเอามาบวกกันจึงเป็นภาษี VAT ที่ร้อยละ 7 ที่เราต้องเสียกันในทุกวันนี้เวลาซื้อของในร้าน ... มันก็ชวนสับสนสิครับ ถ้าอ่านแต่พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับเดียว ก็จะพลันนึกว่า VAT ลดลงมาที่ 6.3
.
ส่วนประเด็นที่ว่าปีหน้าจะขึ้นเป็นร้อยละ 9 มันก็เป็น การอ่านแต่พระราชกฤษฎีกาอย่างเดียวอีกนั่นแหละครับ เพราะถ้าจะขึ้นจริง VAT มันจะเป็นร้อยละ 10 เพราะต้องบวกส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ร้อยละ 1 ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำความเข้าใจเรื่อง VAT ต้องดูกฎหมายอย่างน้อยสองฉบับ คือ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม และ พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล ถึงจะเข้าใจประเด็นนี้ ถ้าจะไม่ให้ตกใจกันทุกปี ผมอยาก เสนอว่า เปลี่ยนวิธีเขียนกฎหมายกันหน่อย โดยเฉพาะ "พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม" ที่แชร์กันจนคน เข้าใจผิดเนี่ย คือให้เขียนเฉพาะช่วงเวลาที่จะลดภาษี VAT ก็พอแล้ว และใส่เหตุผลการร่างกฎหมายในแนบท้าย ส่วนหมายเหตุ ถึงความเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติรายได้ เทศบาลด้วย เพื่อความเข้าใจ ... อยากให้มองภาพกันว่า เวลาขึ้นทางด่วน ป้ายหน้าทางด่วนเขียนว่า "ช่วงสงกรานต์ 12-15 เม.ย. 2560 ขึ้นทางด่วนฟรี" ไม่เห็นต้องมาบอกเลยว่า หลังจากช่วงสงกรานต์จะกลับมาเก็บเงินอีก อันนี้ประชาชนก็เข้าใจกันเองอยู่แล้ว แต่ที่เขียนกฎหมาย VAT กันทุกวันนี้ มันชวนสับสนจริงๆ ไม่งั้นจะเข้าทางผู้ที่กำลังปั่นกระแสว่า รัฐบาลขูดรีดภาษีประชาชน
.
เรื่องถัดมา ก็เป็นความเข้าใจผิด ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่ประกาศรายชื่อ "ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ" ประจำปี 2560 ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ, กรุงไทย, กรุงศรีอยุธยา, กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ ... ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว อาจจะทำให้เข้าใจว่าธนาคารเหล่านี้กำลังมีปัญหาอยู่ ทั้งที่ความจริง ไม่มีความกังวลอย่างที่เข้าใจกัน
.
สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อน คือ ตัวเลขสำคัญที่จะดูว่าธนาคารมีความมั่นคงหรือไม่ เขาดูที่อัตราส่วนเงินกองทุน ต่อสินทรัพย์เสี่ยง ปกติถ้าอยู่ที่ระดับ 8.5 ก็ใช้ได้แล้ว โดย 5 ธนาคารใหญ่ข้างต้น อัตราโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 17.9 ดีกว่ากันเป็นเท่าตัว ซึ่งถือว่าเข้มแข็งเลยทีเดียว
.
แต่ปัญหาความสับสนมันมีอยู่ว่า หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน Basel III ที่ยึดถือกันเป็นมาตรฐานสากล กำหนดให้ทุกประเทศต้องประกาศชื่อธนาคารที่มีผลต่อเศรษฐกิจสูงในประเทศตนเอง ธนาคาร แห่งประเทศไทยก็เลยต้องออกประกาศแบบห้วนๆ มะนาว ไม่มีน้ำ ทำให้ตกใจกันทั้งประเทศ นึกว่า 5 ธนาคารใหญ่ของไทยมีปัญหา
.
ผมคิดว่า เพียงแต่อธิบายไปนิด แสดงตัวเลขเพิ่มไปหน่อย ถึงความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน 5 แห่ง โดยแจ้งอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio มันก็จะชัดเจน จะได้ไม่ต้องแตกตื่นกัน ประชาชนจะได้รู้ว่าธนาคารของไทยเรายังแข็งแกร่งอยู่
.
เรื่องสับสนสุดท้ายของช่วงนี้ คือ รัฐบาลจะออกกฎหมายเก็บภาษีใช้น้ำเกษตรกร แต่ผู้บริหารในรัฐบาลกลับออกมาปฏิเสธ และเห็นประโยคปฏิเสธที่มีน้ำหนักมาก ที่สุด ว่ารัฐบาลไม่ทราบเรื่องนี้ในรายละเอียดคือ ประโยค ที่ว่า "กูไปสั่งมันตอนไหนวะ" โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
.
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า "ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ" ได้ผ่านการเห็นชอบของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวาระที่ 1 แล้ว นั้นหมายความว่า ก่อนหน้านั้น คณะรัฐมนตรีของท่านนายกฯ ก็ได้มีมติ เห็นชอบมาแล้ว จึงได้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ที่มีหลักการให้เก็บภาษีใช้น้ำเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.การบริโภคในครัวเรือนหรือการเกษตรเพื่อยังชีพ 2.การเกษตรเพื่อการพาณิชย์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ และ 3.การใช้น้ำเพื่อกิจการ ขนาดใหญ่ ซึ่งกลุ่มที่ 1 ไม่เก็บภาษี แต่จะเก็บภาษี ในกลุ่มที่ 2 โดยกลุ่มนี้คือการเกษตรเชิงพาณิชย์ แม้กำลัง เป็นที่ถกเถียงว่าขนาดจะเป็นเท่าไร แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้จะเก็บภาษีน้ำจากการเกษตรแน่นอน
.
ประโยคที่ว่า "กูไปสั่งมันตอนไหน" โดยท่านนายกฯ แสดงให้เห็นถึง ท่านไม่ทราบรายละเอียด ข้างในร่างกฎหมายตอนเข้า ครม. ใช่หรือไม่ ? ดังนั้น ถ้าท่านไม่ได้สั่ง ก็ควรจะพูดให้ชัดไปเลยว่า "ไม่เอากฎหมายฉบับนี้"
.
ผมเห็นว่า กฎหมายภาษีน้ำฉบับนี้ ต้องคว่ำทิ้งทั้งร่าง ความคิดพื้นฐานมันผิด เพราะอยู่บนความเชื่อที่ว่า "น้ำคือทรัพยากรหายากสำหรับประเทศไทย ใครใช้มาก ต้องเก็บภาษี" แท้จริงแล้ว น้ำเยอะจนท่วมครับ แต่เก็บกันไม่ได้ ท่านไปดูงบจังหวัดสิครับ บางจังหวัด บางปี ต้องจ่ายเงินทั้งช่วยน้ำท่วมและภัยแล้งในจังหวัดเดียวกัน แต่หากจะมุ่งเก็บภาษีโรงงานอุตสาหกรรม โดยไม่รวมภาคการเกษตร มันต้องไปโฟกัสเรื่องภาษีบำบัดน้ำเสียต่างหาก เพราะเกษตรกรไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เอาน้ำสะอาดรดใส่ต้นไม้ น้ำซึมกลายเป็นน้ำใต้ดินที่สะอาด ไม่ได้สร้างมลภาวะ ต่างไปจากกิจการ ประเภทอื่นๆ
.
และตอนนี้ได้ทราบว่า ครม. เห็นชอบ "ร่างแก้ไข พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ" ที่มีหลักการให้เก็บอัตราค่าบำบัดหรือกำจัดน้ำเสีย เอากันว่า จะเก็บเงินกันทั้งสองทาง ไม่ว่าจะน้ำใช้ขาเข้า ทั้งน้ำเสียขาออก ขอท่านนายกฯ คิดให้ดี อย่าเก็บภาษีซ้ำซ้อน ... ผมขอย้ำอีกทีว่า ภาษีใช้น้ำขาเข้าที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ ให้คว่ำเถอะครับ เพราะเกษตรกรจะเดือดร้อน หากตั้งใจจะเก็บเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ให้ไปดูรายละเอียดให้ดีในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะดีกว่า เพราะอยู่บนพื้นฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่สังคมโดยรวม น่าจะรับกันได้
.
ท้ายสุดนี้ กระแสเรื่อง "ขึ้นภาษี VAT - ธนาคารเจ๊ง - เก็บภาษีน้ำ" ที่เกิดความกังวลกันไปทั่ว มันไม่ได้เกิดจากใครปั่นกระแส แต่เกิดจากการสื่อสาร ที่ผิดพลาด ขาดรายละเอียด จากนี้รัฐบาลคงต้องทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายราชการให้มากขึ้น ก่อนจะมีการสื่อสารออกไปจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง
.
...นี่จึงเป็นที่มาของประเด็นในวันนี้

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่