ประยุทธ์พบทรัมป์ : เรื่องใหญ่ที่ห้ามพลาด

22089930_1688235751218003_7940564830939912320_n.jpg

 

ประยุทธ์พบทรัมป์ : เรื่องใหญ่ที่ห้ามพลาด
.
วันที่ 2-4 ตุลาคม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีกำหนดการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ โดยจะได้มีโอกาสเข้าพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับเป็นผู้นำอาเซียนคนที่ 3 ที่ได้พูดคุยลักษณะทวิภาคีกับประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐอเมริกา
.
เรื่องใหญ่ที่ห้ามพลาดนี้ ห้ามพลาดทั้ง "ประชาชน" ในฐานะคนดู และห้ามพลาดทั้ง "นายกฯ" ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะได้ปรับความเข้าใจกับประเทศที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานาน จนเกินกว่าคำว่า "มิตร" เพราะสหรัฐอเมริกาคือ "มหามิตร" ของไทย
.
ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยกับสหรัฐอเมริกาช่วงสั้นๆ กันสักนิด เราผ่านยุคสงครามเย็นมาด้วยกันและร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ตั้งแต่สงครามเกาหลี ค.ศ.1953 ไปจนถึงสงครามเวียดนาม แต่หลังจากปี ค.ศ.1975 ที่สหรัฐอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม สหรัฐก็ละทิ้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเพิ่งจะมีเริ่มฟื้นคืนสัมพันธไมตรีกันก็ปลายสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งพรรคเดโมเครต ที่จะให้มีการทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบรวมกลุ่มทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกับสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership หรือ TPP
.
แต่ความสัมพันธ์นั้นก็ได้ยุติลงแบบ "ช็อกโลก" เพราะผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง แบบคาดไม่ถึง คือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี คนปัจจุบัน ที่เคยประกาศแข็งกร้าวช่วงหาเสียง จะยกเลิกโครงการ TPP และทันทีที่รับตำแหน่ง ได้ใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร ยกเลิกโครงการ TPP ไปโดยเร่งด่วน พร้อมย้ำให้ตรวจสอบรายละเอียดประเทศที่สหรัฐอเมริกา ขาดดุลการค้าอย่างหนัก ซึ่งแน่นอนคือ "ประเทศไทย" เพราะเราได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาถึงปีละ 245,792 ล้านบาท โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้ากับไทย ใหญ่เป็นอันดับสาม รองจากจีนและญี่ปุ่น แต่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ไทยได้ดุลการค้ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ว่าง่ายๆ คือ ทำธุรกิจกับสหรัฐอเมริกา เราได้ดุล แต่กับญี่ปุ่นและจีน เราขาดดุล
.
สถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่มีการวิวาทะระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ คงทำให้สหรัฐอเมริกานึกขึ้นได้บ้างว่า เราเคยเป็นมหามิตรกัน โอกาสคราวนี้น่าจะเป็น"โอกาสทอง"ที่ได้ปรับความเข้าใจกันในหลายประเด็นที่ถาโถมเข้ามาในช่วงหลังรัฐประหาร คือ
.
1. ปัจจุบัน"ไม่มีสายการบินของไทยลงจอด
.
ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2558"...แต่เราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม ? นี่เป็นคำถามฝากไปยังนายกฯประยุทธ์ เพราะที่การบินไทยอาจจะให้ข้อมูลว่า ต้องปิดเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ลอสแองเจลิส เพราะขาดทุน แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว ผมว่าปิดเที่ยวบินก่อนสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration - FAA) จะห้ามบินเข้าประเทศมากกว่า
.
เท้าความว่า ที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization - ICAO) ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานและกฎข้อบังคับระหว่างประเทศ ประเมินให้ไทยได้ "ธงแดง" ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหา "ข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย" (Significant Safety Concern : SSC) ได้ภายในกำหนดเวลา 90 วันนั้น
.
สาเหตุหลักๆ ก็คือ เราไม่แยกองค์กรกำกับ สายการบินออกมาให้ชัดเจนตามมาตรฐาน ICAO ... ว่าง่ายๆ คือ เป็นทั้งคนใช้อำนาจรัฐกำกับและคนประกอบธุรกิจเอง อย่างธุรกิจสายการบินและสนามบิน รวมถึงยังให้ใบอนุญาตสายการบินง่ายเกินไป ที่เคยออกใบอนุญาตรับรองกว่า 42 สายการบิน และมีตั้ง 22 สายการบินที่ให้บินระหว่างประเทศได้ ในระยะเวลาเพียง 9 เดือน แต่รัฐบาลปัจจุบันก็ได้ออกกฎหมายแก้ไขไปเสร็จสิ้น รวมถึงทบทวนเรื่องใบอนุญาตแล้ว ... เรื่องแบบนี้จึงควรหยิบมาคุยกันบนเวทีของท่านผู้นำทั้ง 2 เพราะแม้ว่า ICAO จะขึ้นธงอะไรก็แล้วแต่ แต่การอนุญาตให้เครื่องบินบินเข้าประเทศ เป็นอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ
.
อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แม้ไทยจะโดนติดธงแดง แต่ก็ไม่ได้ห้ามเครื่องบินไทยบินเข้าประเทศ เพียงแต่ห้ามเพิ่มเที่ยวบินใหม่ หรือห้ามเช่าเหมาลำ ในเส้นทาง การบินใหม่เท่านั้น ... ดังนั้น ฝากลุงตู่ จัดประเด็นนี้ที !
.
2. ประเด็นการค้ามนุษย์ เป็นประเด็นฮิตสำหรับใช้กีดกันการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา คือพูดง่ายๆ "ถ้าเธอใช้แรงงานเถื่อน ฉันไม่ซื้อของเธอ" เรื่องนี้รัฐบาลไทยได้แก้ปัญหาแบบสุดตัวจริงๆ ถ้าไล่ดูตั้งแต่ปี 2557 รัฐประหารใหม่ๆ มีการออกคำสั่ง คสช. ที่ถือเป็นกฎหมาย ให้ตั้ง "คณะกรรมการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์" มีคณะทำงานระดับชาติและจังหวัด, เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้าประเทศไทย ให้มีประกันสุขภาพและได้ค่าแรงเท่าคนไทย จนถึงการเป็นรัฐบาลเต็มตัว ก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ปัญหาค้ามนุษย์ แรงงานข้ามชาติ และผู้หลบหนีเข้าเมือง เป็นวาระแห่งชาติ จนนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับการทารุณกรรมแรงงาน การแก้ไข พ.ร.บ.การประมง เพื่อป้องกันการขนแรงงาน ข้ามชาติผิดกฎหมาย และในปี 2559 มีการดำเนินคดีการค้ามนุษย์ 333 คดี เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ 54 ราย พร้อมกับเพิ่มบทลงโทษเป็นสองเท่าสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ทำจริง ไม่มีหน่อมแน้ม... แบบนี้ต้องบอกประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย
.
เครื่องมือที่สหรัฐอเมริกาใช้ชี้วัดและกดดันไทยคือ TIP Report เป็นรายงานการจัดลำดับชั้นของการบริหารจัดการปัญหาค้ามนุษย์ของแต่ละประเทศ ซึ่งชั้น 3 หรือ Tier 3 เป็นชั้นที่แย่ที่สุด คือประเทศที่ไม่มีมาตรการสอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา และไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหา โดยสหรัฐอเมริกาอาจพิจารณาระงับไม่ให้การช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ได้ ซึ่งประเทศไทยเคยโดนจัดชั้นนี้มาแล้ว ตอนรัฐประหารใหม่ๆ แต่ตอนนี้ขึ้นมาเป็น Tier 2 Watch List ระดับเฝ้าระวังอยู่ ซึ่งพ้นจุดวิกฤติมาแล้ว และอีกไม่นานในความพยายามแบบนี้ ก็คงได้ขึ้น Tier 2 เต็มตัว ไม่งั้นเขาคงไม่เชิญให้มีการพูดคุยกับนายกฯประยุทธ์ แบบสองต่อสอง ทวิภาคี ถือเป็นก้าวสำคัญของไทยในการพิจารณาการค้าร่วมกัน และเชื่อว่าความร่วมมือด้านการทหาร น่าจะมีความแนบแน่น ขึ้นอีกด้วย
.
3. ประเด็นที่ภาคสังคมกังวลใจมาตลอดอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ "สิทธิบัตรยา" ที่ไม่ได้เป็นปัญหาข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาของไทยกับสหภาพยุโรปด้วย คือ กลัวคนไทย "บริโภคยาถูกช้าลง" ว่ากันง่ายๆ คือ ยาแต่ละตัวมี สิทธิบัตรคุ้มครอง ไม่ให้บริษัทอื่นมาก๊อบปี้ยาเค้าขาย แต่พอครบกำหนดเวลา ก็จะกลายเป็นยาสามัญที่ใครผลิตก็ได้ ตัวอย่างเช่น สิทธิบัตรคุ้มครองมีอายุถึง 20 ปี ยาแก้อักเสบหรือยาลดกรดบางตัว เดิมเม็ดละ 200 บาท เมื่อสิ้นสุดเวลา ก็เหลือเพียง 7 บาท เป็นต้น
.
ผู้ผลิตยาที่มีสิทธิบัตร มักจะอยู่ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ดังนั้นถ้าจะตกลงทางการค้า เรื่องนี้ก็จะถูกหยิบยกมากังวลทุกครั้ง เพราะผู้ผลิตยาเองก็อยากจะต่ออายุให้สิทธิบัตรของตัวเองยาวขึ้น เพื่อขายให้ได้ราคาดีต่อไป โดยมักอ้างว่า การดำเนินการขึ้นทะเบียนตำรับยาของ อย.ไทย ล่าช้า ทำให้กินเวลาสิทธิบัตรออกไป ผมคิดว่านะ... ต่อไปในอนาคต ควรกำหนดขั้นตอนขึ้นทะเบียนตำรับยาของ อย. ให้เร็วขึ้น แต่ต้องไม่ใช่การขยายเวลาสิทธิบัตรยาให้ผู้ผลิตต่างชาติ ... แบบนี้ ชัดเจน แฟร์ ดีนะ
.
ในรอบกว่า 10 ปีไม่มีผู้นำไทยคนไหน ได้รับคำเชิญเข้าทำเนียบขาวเลย โดยการพบกันระหว่าง นายกฯประยุทธ์และประธานาธิบดีทรัมป์ในคราวนี้ หากได้มีการพูดคุยเรื่องสำคัญที่คาใจกัน การเจรจาครั้งนี้ก็จะไม่เสียของ และจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ประเทศการเมืองสองขั้ว คือ รัฐบาลทหาร และรัฐบาลประชาธิปไตย ได้มีโอกาสพูดคุยกันแบบมหามิตรอย่างที่เคยเป็น เพราะ"ผลประโยชน์ของชาติสำคัญกว่าแนวคิดทาง การเมือง"... และนี่คือ เรื่องใหญ่ที่ห้ามพลาด

 

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่