ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คนรวยเสียหลัก แต่หนักที่คนจน

21765304_1680654515309460_5298459760768321395_n.jpg

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คนรวยเสียหลัก แต่หนักที่คนจน
.
มีกฎหมาย 2 ฉบับ ที่หยิบยกมาแล้วได้รับการยอมรับ จากประชาชนทุกครั้ง คือกฎหมายภาษีมรดก และกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะด้วยหลักการคิดที่สอดคล้องกับตำนานอย่าง "โรบินฮู้ด ผู้ซึ่งเอาเงินจากคนรวย ไปช่วยคนจน" แต่ผ่านมา หลายรัฐบาล กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ก็ไม่ได้คลอดสักที จนกระทั่งสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำคลอดกฎหมายภาษีมรดกเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็น ที่แน่นอนว่า ได้รับการตอบรับอย่างดี แต่กฎหมาย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลับยังไม่สามารถออกมา ใช้บังคับได้
.
กรณีกฎหมายภาษีมรดกที่ออกมาบังคับใช้ได้นั้น เพราะมีการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างกฎหมายใหม่ โดยมีการเพิ่มเติมแก้ไขประมวลรัษฎากรเรื่อง "การให้" ควบคู่ไปด้วย จึงทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีมรดกทำได้ยาก จึงเป็นการแก้ต่างข้อโต้แย้งที่มีโดยตลอดว่า "ค่าดำเนินการ ในการจัดเก็บภาษีมรดก มากกว่าตัวภาษีมรดกเองที่จัดเก็บได้" ก็ถือว่าเป็นความคิดที่รอบคอบของ ผู้ร่างกฎหมาย
.
แต่ในกรณีร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ยังคงพิจารณากันไม่เสร็จสักที เพราะยังใช้ร่างฉบับเดิม ที่มีอายุกว่า 20 ปี ซึ่งมีทั้งช่องโหว่และหลักการที่ไม่ทันสมัย ถ้าจะว่าไปแล้ว น่าจะรื้อเขียนใหม่ อาจจะเร็วกว่าฝืนทำบนหลักการร่างกฎหมายเก่า
.
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป้าหมายคือ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพื่อพัฒนาพื้นที่ เพิ่มขึ้น ทั่วทั้งประเทศปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องยกเลิกการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่
.
ปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรและที่อยู่อาศัย ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ โดยคำนวณเสียภาษีประจำปีในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 0.25 จากราคาประเมินที่ดิน ใช้ราคา ประเมินปี 2521-2524 เป็นฐานคำนวณภาษี หรือง่ายๆ คือ ใช้มาตรฐานราคาที่ดินเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว นี่จึงเป็น เหตุผลสำคัญว่า ภาษีบำรุงท้องที่ จึงจัดเก็บได้น้อยนิด
.
ส่วนกรณีผู้ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์จะต้องเสียภาษีโรงเรือน โดยคำนวณจาก "ค่าเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ในอัตราร้อยละ 12.5 ของราคาค่าเช่า ทั้งปี ตัวอย่างเช่น ให้เช่าตึกแถวปีละ 1 ล้านบาท ก็เสียภาษีโรงเรือน 125,000 บาท
.
แต่โครงสร้างของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ต้องการสร้างวิธีคิดใหม่ โดยยกเลิกวิธีการเดิมๆ ในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือน ซึ่งวิธีใหม่ที่ว่าคือ จัดเก็บภาษีโดยยึดเอาราคาประเมิน "ที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง" เป็นตัวคำนวณ ดังนั้นจึงต้องมีราคาประเมินปัจจุบันของที่ดินทุกแปลง และ สิ่งก่อสร้างทุกหลังในประเทศไทย... ขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง "ทุกแปลง ทุกหลัง"ที่นี้มาดูจุดอ่อนกันทีละประเด็น
.
1) ประเทศไทยยังไม่มี Single Map คือแผนที่ใบเดียว ที่ทุกหน่วยงานเกี่ยวกับที่ดิน ใช้ยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน การแบ่งว่าแปลงไหนของรัฐ แปลงไหนของราษฎรยังไม่ชัดเจน เอาแค่เรื่องอันไหนเขตป่าสงวน เขตอุทยาน หรือเขต ส.ป.ก. ก็ยังถกเถียงกันอยู่ กรมที่ดินและกรมธนารักษ์ คงต้องใช้เวลาในการทำการบ้านอีกพอสมควร
.
2) ที่ผ่านมากรมธนารักษ์ประเมินได้แค่ที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง ลำพังเฉพาะที่ดินก็ยัง ประเมินขาดไปอีก 13 ล้านแปลง อยู่ดี ปกติกรมธนารักษ์ เดินเครื่องเต็มสูบประเมินที่ดินได้แค่ปีละ 2 ล้านแปลงเท่านั้น แต่อ่านข่าวที่ไร ท่านอธิบดีทุกคนก็ยืนยันว่า ทำได้ตามเวลา 1 ม.ค. 2561 ซึ่งผมอยากให้พูดกันให้ ตรงประเด็น และฟังกันให้ครบความว่า ไอ้ที่ว่าประเมินทัน มันแค่ที่ดินเท่านั้น ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างนะครับ ผมเชื่อว่า คนที่จะต้องตอบว่าประเมินสิ่งปลูกสร้างได้ทันเวลาหรือไม่ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งทั่วประเทศต่างหา
.
3) ภาษีที่ดินฯแบบใหม่ไม่เอื้อต่อกฎหมายผังเมือง ว่าไปแล้วคือไม่มีส่วนลดภาษีที่ดินฯให้กับ สิ่งก่อสร้างที่ถูกต้องตรงตามผังเมือง ปัจจุบันกฎหมายผังเมืองเปลี่ยนบ่อยมาก เพียงแค่ห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่จะเข้ามาสร้าง ก็ยอมเปลี่ยนผังเมืองให้แล้ว เลยกลายเป็น"ผังเมืองตามใจนายทุน" ไปในที่สุด
.
4) ภาษีที่ดินฯ แบบใหม่ไม่เอื้อการจัดโซนนิ่งการเกษตร ไม่มีส่วนลดภาษีที่ดินฯให้กับเจ้าของที่ดินที่ปลูกพืชตามความต้องการของรัฐ เช่น มาตรการ ลดภาษีที่ดินให้กับชาวนา ที่งดปลูกข้าวนาปรังช่วงประเทศ ประสบภัยแล้ง หรือจะลดภาษีที่ดินให้ชาวสวน ถ้าปลูกปาล์มแทนปลูกยางพาราที่ล้นตลาด
.
5) การยกเว้นภาษีที่ดินฯ ให้เกษตรกรแปลงแรกในมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ดูเหมือนจะดี แต่ลองนึกตามตัวอย่างว่า ชาวไร่ที่มีที่ดินไม่ติดกัน 2 แปลง แปลงแรกราคา 5 แสนบาท แปลงที่ 2 ราคา 4 แสนบาท จะทำให้ที่ดินแปลงที่ 2 ถูกคำนวณภาษีทันที ทั้งที่ 2 แปลงรวมกันมูลค่าเพียง 9 แสนบาทเท่านั้น
.
6) ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ทิ้งไว้เป็นข้อสุดท้าย คือ "ภาระภาษี" แทนที่จะอยู่กับนายทุนเจ้าของที่ดิน แต่ภาระกลับตกไปที่ "คนทำมาหากิน" ให้นึกถึงตัวอย่างที่ดินสวยตลาดนัดหัวมุมถนนที่เปิดให้ปูเสื่อขายของกัน จะโดนค่าเช่าหนัก เพราะภาษีที่ดินใหม่คิดจากราคาประเมิน ไม่ได้คิดจากค่าเช่าแบบภาษีโรงเรือนเดิม เช่น ที่ดินและอาคารราคา 100 ล้านบาท ค่าเช่าปีละ 1 ล้าน เดิมเสียภาษีร้อยละ 12.5 ของ ค่าเช่า คือ 125,000 บาท แต่ภาษีใหม่คิดเป็น ขั้นบันไดอัตราร้อยละ 0.3, 0.5 และ 0.7 ของราคาประเมินตามลำดับ หากราคาประเมิน 100 ล้านบาท จะทำให้เสียภาษีเพิ่มเป็น 560,000 บาท ซึ่งส่วนต่าง ที่เพิ่มขึ้น จะกลายเป็นค่าเช่าแผงที่เพิ่มขึ้นนั่นแหละ และถ้านึกตัวอย่าง คนเช่าตึกทำร้านอาหาร ราคาค่าเช่า ซึ่งถือเป็นต้นทุน ก็จะขึ้นไปอีกเช่นเดียวกัน สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ลูกค้าประชาชนอย่างเรา
.
ส่วนตัวแล้วผมเห็นกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ รับราชการที่กระทรวงการคลังเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และมาเห็นร่างกฎหมายอีกครั้งตอนเป็น สส.จนถึงปัจจุบัน ยุค คสช. โครงสร้างกฎหมายจากตอนนั้นถึงตอนนี้ ก็ยัง เหมือนเดิม ล้าสมัยและมีโครงสร้างซับซ้อน โดยภาครัฐเอง ยังเตรียมตัวไม่พร้อม ผมยังเคยพูดหยิกแกมหยอกกับผู้ร่างกฎหมายว่า ถ้าเป้าคือต้องการเงิน 6 หมื่นล้านบาท ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำไมไม่ปรับปรุงราคาประเมินภาษีบำรุงท้องที่ที่ใช้ในปี 2521 ให้เป็นปีปัจจุบันซะ มันก็จบแล้ว
.
แต่ถ้าจะคิดการสำคัญ แบบที่เรียกว่า "การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดิน" ต้องรื้อโครงสร้างร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ ให้บังคับใช้นโยบายต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
.
หลักการของกฎหมายที่ดินฯต้องไม่ใช่แค่เอาเงิน คนรวยมาช่วยคนจนแบบโรบินฮู้ด แต่มันควรอยู่บนหลักการที่ว่า ที่ดินแปลงใดเป็นภาระกับท้องถิ่นมาก ก็ต้องจ่ายภาษีมากกว่า เช่น การปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เป็นกองขยะ เป็นภาระกับเพื่อนบ้าน หรือทำกิจการให้เกิดขยะ มลภาวะ มากกว่าปกติ น่าจะโดน เก็บภาษีมากกว่า การเอาแนวคิด "คาร์บอนเครดิต" มาใช้ ควรได้เห็นในกฎหมายฉบับนี้
.
น่าคิดว่า รื้อหลักการกฎหมายภาษีที่ดินฯใหม่ ไปให้ถูกที่ถูกทาง อาจจะเร็วกว่า จมอยู่กับร่างกฎหมายเดิม ที่ร่างมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ไม่ไปไหน

รู้จักอรรถวิชช์
ประวัติ
ผลงาน
งานอดิเรก
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
ติดตามได้ที่